ประภาส ชลศรานนท์ หรือที่เรารู้จักกันในฐานะของนักคิด นักเขียน นักแต่งเพลง ผู้กำกับ
การแสดงและผู้สร้างสรรค์รายการโทรทัศน์ระดับรางวัล มาเล่าถึงวิธีการคิดของเขา
ให้ได้ทราบกันในงานชุมนุมทางความคิด Creativities Unfold, Bangkok 2008
ด้วยการพูดคุยอย่างเป็นกันเองแบบไม่ต้องผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์
“คนเราคิดอยู่ตลอดเวลา ทุกคนเป็นนักคิดหมด” ประภาสบอกผู้ร่วมสัมมนาแล้ว
ยกตัวอย่างทฤษฎีที่เขาคิดขึ้นมาเองเกี่ยวกับความคิดของคนว่า คนเรามีวิธีการคิด
3 แบบ ได้แก่ คิดแบบเป๊ะๆ คิดแบบกะๆ และคิดแบบทางเลือก โดยความคิดแบบ
ทางเลือกเกิดจากการคิดสองแบบข้างต้นมารวมกันแล้วเกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์
การมีความคิดแบบทางเลือกคือการมีจินตนาการ
ด้วยความที่เป็นนักอ่านตัวยง ประภาสเก็บเกี่ยวเอาข้อคิดดีๆ เรื่องเล่าดีๆ มาเป็น
ตัวขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ของเขาเอง โดยเขาได้ยกตัวอย่างข้อคิดอันหนึ่ง
ที่ว่า ความเครียด เท่ากับความต้องการ หารด้วยความสามารถ หากความสามารถ
มากกว่าความต้องการ เมื่อนั้นเราก็จะไม่เครียด นอกจากข้อคิดมากมายที่ประภาส
นำมาเล่าให้ฟังแล้ว เขายังนำเสนอวิธีการคิด 7 วิธี ได้แก่
- ทำลายกรอบลวงตา ประภาสบอกว่าเขาขอค้านคนที่พยายามบอกให้
คิดนอกกรอบ และยืนยันว่า เพราะมีกรอบคนเราจึงคิดออกได้ ทุกอย่าง
ล้วนมีกรอบ แต่กรอบมันใหญ่กว่านั้นมาก เพียงแต่ว่าคนเรามักสร้างกรอบ
ความเคยชินขึ้นมาเอง ทำให้คิดไม่ออก ประภาสยังบอกอีกว่า เขาคิดออกได้
เพราะมีกรอบมาเป็นโจทย์ให้คิด เพียงแต่ต้องทลายกรอบลวงตานั้นให้ได้
- มองย้อนศร ประภาสยกตัวอย่าง จอห์น เคจ คีตกวีชาวอเมริกัน ซึ่งเล่น
คอนเสิร์ตด้วยความเงียบ โดยบอกว่า โน้ตเพลงของเขาทั้งหมดเป็นตัวหยุด
นี่คือการคิดในมุมกลับ หรืออย่างคำว่า LISTEN (ฟัง) กับคำว่า SILENT (เงียบ)
สองคำนี้มีตัวอักษรพยัญชนะที่เหมือนกัน เพียงแต่สลับที่กันเท่านั้น ความหมาย
ก็เปลี่ยนไป
- หนามยอกเอาหนามบ่ง เช่น ชาวเอสกิโมเอาน้ำแข็งมาสร้างเป็นบ้าน
เพื่อป้องกันความหนาวเย็น นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของวิธีการคิดอย่างสร้างสรรค์
- เรื่องเล็กรอบตัว ประภาสได้ความคิดที่เป็นจุดกำเนิดของรายการแฟนพันธุ์แท้
มาจากการฟังเพื่อนคุยกันเรื่องสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รายละเอียดปลีกย่อยที่เขาไม่คิด
ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะรู้ แต่ก็มีคนรู้ และสร้างความสนุกสนานจากการฟัง
คนที่รู้คุยกันนั่นเอง
- จับคู่ผสมพันธุ์ เป็นเรื่องเล็กไม่ใหญ่มาก แต่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้
ประภาสได้ยกตัวอย่างการนำหลายสิ่งมาประสมกันแล้วทำให้เกิดความคิดหรือ
สินค้าใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ iPhone พระที่นั่งจักรี หรือที่เขาได้ไป
พบมาล่าสุดที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งคือไอศกรีมมะม่วงน้ำปลาหวาน ซึ่งเขา
คิดว่านี่เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ แต่ไม่ทราบว่าจะขายดีหรือไม่ เพราะ
เขาเองก็ไม่ได้ลองชิม
- สมมุตินะสมมุติ เป็นวิธีการคิดที่ประภาสนำมาใช้มากที่สุดเวลาเขียนหนังสือ
หรือเขียนเพลง อาทิเช่น เพลงที่มีเนื้อร้องว่า “ถ้าโลกนี้มีเราเพียงสองคน...”
การสมมุติอาจจะทำให้เราคิดถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แล้วทำให้มันเป็นไปได้
เพียงแค่ลองทำดู
- ขีดไปก่อน เขียนไปก่อน ประภาสใช้วิธีการนี้ในการสร้างสรรค์ผลงาน
หลายอย่าง ที่ยกตัวอย่างมาให้ฟังก็คือเพลง เจ้าภาพจงเจริญ ประภาสเล่าว่า
แต่เดิมชื่อเพลง เจ้าหนี้จงเจริญ “ขอให้เจ้าหนี้จงเจริญ ร้อยละ 5 ร้อยละ 10
ขอให้เจ้าหนี้จงเจริญ...” แล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ก็พยายามแก้ไขจนได้เพลง
เจ้าภาพจงเจริญ ขึ้นมา เขาว่าการคิดต้องเขียนไปก่อน แล้วค่อยพยายามแก้ไข
จนกว่าจะได้สิ่งที่ดีที่สุดออกมา
เหล่านี้ล้วนเป็นวิธีการคิดแบบทางเลือก เป็นการพาเราออกจากกรอบของความเคยชิน
ประภาสเชื่อว่า กรอบความเคยชินเป็นสิ่งที่หนักหนาสาหัสกับความคิดสร้างสรรค์
อะไรในโลกนี้ล้วนไม่มี Original หรือความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ทุกอย่างเป็นการต่อยอด
ทางความคิด เช่นเดียวกับความคิดของประภาสอาจจะต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ
ให้กับผู้ที่มาฟังการสัมมนาก็เป็นได้
ทัศนะของประภาส ชลศรานนท์ อาจทำให้ใครหลายคนมองว่าเขาเป็นนักคิดตัวฉกาจ
เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา สำหรับประภาสแล้ว เขากลับไม่คิดเช่นนั้น
ประภาสได้ถามคำถามกลับมายังผู้ฟังการสัมมนาว่า “ผมดูเป็นคนคิดออกตลอดเวลาเหรอ?” พร้อมกับจบการพูดคุยในวันนั้นด้วยการตอบคำถามที่ว่า จะทำอย่างไร ถ้าหาก
คิดอะไรไม่ออก “ผมคิดไม่ออก ตอนนี้ผมก็คิดไม่ออกเหมือนกัน” ประภาสปิดท้าย |